Buyer's Guide
2 พฤษภาคม 2569
5 นาทีอ่าน
2 ครั้ง

เครื่องวัดระดับเสียง Class 1 กับ Class 2 ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน

IEC 61672 แบ่งเครื่องวัดระดับเสียงออกเป็นสองระดับสมรรถนะ บทความนี้อธิบายความแตกต่างที่แท้จริง กรณีที่ต้องใช้แต่ละระดับ และเหตุผลที่ไมโครโฟนสำคัญไม่แพ้ตัวเครื่อง

โดย Placid Asia

หากคุณกำลังเลือกเครื่องวัดระดับเสียง คำถามแรก ๆ ที่จะพบคือควรใช้ Class 1 หรือ Class 2 การเข้าใจความแตกต่างมีความสำคัญทั้งต่อการเลือกเครื่องมือให้เหมาะสม และต่อการทำให้ผลการวัดเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

Class 1 และ Class 2 หมายถึงอะไร

การแบ่งระดับนี้มาจาก IEC 61672 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับเครื่องวัดระดับเสียง โดยกำหนดระดับสมรรถนะไว้สองระดับตามความแม่นยำและค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้

Class 1 มีค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้แคบกว่า จำเป็นสำหรับการวัดที่ต้องการความแม่นยำสูง การใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย และการปฏิบัติตามกฎระเบียบในหลายประเทศ

Class 2 มีค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้กว้างกว่า แต่ยังเหมาะสมกับการวัดภาคสนามส่วนใหญ่ การสำรวจเสียงในสถานที่ทำงาน และการตรวจวัดเสียงสิ่งแวดล้อมทั่วไป

ข้อควรระวังที่สำคัญ ค่าความคลาดเคลื่อนใน IEC 61672 ไม่ใช่ตัวเลขเดียว แต่เปลี่ยนแปลงตามความถี่ ระดับเสียง การถ่วงน้ำหนัก และเงื่อนไขการทดสอบ ที่ความถี่ 1 kHz ค่าที่ยอมรับได้อยู่ที่ประมาณ ±1.1 dB สำหรับ Class 1 และ ±1.4 dB สำหรับ Class 2 แต่การอ้างตัวเลขเดียวครอบคลุมทุกความถี่จะทำให้เข้าใจผิด ข้อสรุปที่ถูกต้องคือ Class 1 มีค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้แคบกว่า Class 2 ตลอดช่วงความถี่

ความแตกต่างหลัก

  • ค่าความคลาดเคลื่อน Class 1 แคบกว่าตลอดช่วงความถี่ และความต่างจะกว้างขึ้นที่ปลายสเปกตรัม
  • ช่วงอุณหภูมิใช้งาน เครื่อง Class 1 มักระบุช่วงสภาพแวดล้อมที่กว้างกว่า
  • ราคา Class 1 มีราคาสูงกว่า สะท้อนความละเอียดในการผลิต
  • การใช้งาน Class 1 สำหรับงานตามกฎหมายและกฎระเบียบ ส่วน Class 2 สำหรับการสำรวจและคัดกรองทั่วไป

เมื่อใดจึงต้องใช้ Class 1

เลือก Class 1 เมื่อ

  • ผลการวัดอาจถูกใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายหรือในข้อพิพาทเรื่องเสียงรบกวน
  • กฎระเบียบท้องถิ่นกำหนดให้ใช้ Class 1 ซึ่งพบบ่อยในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  • ต้องการความแม่นยำสูงสุดสำหรับงานวิจัยหรือการสอบเทียบ
  • ทำการวัดอะคูสติกอาคารตาม ISO 16283 หรือมาตรฐานที่ใกล้เคียง

เมื่อใด Class 2 จึงเพียงพอ

Class 2 เหมาะสมกับ

  • การประเมินเสียงในสถานที่ทำงานตาม ISO 9612 ซึ่งอนุญาตให้ใช้เครื่อง Class 2 ได้ในการวัดส่วนใหญ่
  • การคัดกรองและตรวจวัดเสียงสิ่งแวดล้อมตามปกติ
  • การตรวจวัดเสียงงานก่อสร้างที่ไม่ต้องการความแม่นยำสูง
  • การสำรวจเสียงในโรงงานทั่วไป
  • การเรียนการสอนและการฝึกอบรม

ไมโครโฟนเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระดับ

การจัดระดับใช้กับระบบการวัดทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะตัวเครื่อง เครื่อง Class 1 ต้องใช้ไมโครโฟน Class 1 (IEC 61094 WS1 หรือเทียบเท่า) การนำไมโครโฟน Class 2 มาต่อกับตัวเครื่อง Class 1 จะทำให้สมรรถนะของทั้งระบบลดลงเป็น Class 2 ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยและมีต้นทุนสูงเมื่อเปลี่ยนไมโครโฟนที่ชำรุด

คำแนะนำของเรา

สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อม และนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมในอาเซียนส่วนใหญ่ เครื่องวัดระดับเสียง Class 2 ที่มีการบันทึกข้อมูลและการวิเคราะห์แบบ octave band เป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงและคุ้มค่าที่สุด แต่หากคุณทำงานที่ต้องใช้ผลการวัดในเชิงกฎหมายหรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นประจำ ควรลงทุนในเครื่อง Class 1

หากยังไม่แน่ใจ ให้ถามตัวเองสั้น ๆ ว่าผลการวัดนี้มีโอกาสถูกโต้แย้งโดยบุคคลที่สามหรือไม่ ถ้าใช่ ให้เลือก Class 1


Placid Asia จัดจำหน่ายเครื่องวัดระดับเสียงทั้ง Class 1 และ Class 2 พร้อมการสนับสนุนทางเทคนิคและบริการสอบเทียบ ติดต่อเรา เพื่อขอคำแนะนำในการเลือกเครื่องมือ

IEC 61672
Class 1
Class 2
sound level meter
instrument selection
acoustics